
มองตุลาการภิวัฒน์ในฐานะปรากฎการณ์สากล (ตอนที่ 1)
จาตุรงค์ สุทาวัน
อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี
บทนำ
ภาษิตอเมริกันบางบทเคยอ้างถึงความสำคัญของอำนาจตุลาการในเชิงว่า “There is no liberty if the judiciary is not independent.[1] “คือถ้าตุลาการยังไม่เป็นอิสระ ก็อย่าไปหวังถึงเสรีภาพมันเลย” ความคิดทำนองนี้ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลายในห้วงแห่งการปฏิวัติอเมริกา (American Revolution) ซึ่งบอกว่าการที่อำนาจตุลาการ (ฝ่ายกฎหมาย) ต้องมีความอิสระ ก็เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ (ฝ่ายการเมือง) ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ในลักษณะนี้ยังคงเป็นมาตรฐานแห่งความดีงามสืบเนื่องของแวดวงกฎหมายที่ใช้เป็นแบบอย่างจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นได้ในคำโปรยของคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ สำนักงานทนายความ รวมถึงหน่วยงานที่ใช้คำว่ายุติธรรมเป็นอุดมคติขององค์กร หากเมื่อนำมาขบคิดถึงการใช้อำนาจตุลาการที่เป็นประเด็นร้อนในปัจจุบัน ทั้งจากคำพิพากษายุบพรรคอนาคตใหม่ลามไปถึงพรรคก้าวไกล ตลอดจนการวินิจฉัยให้นายกเศรษฐา ทวีสินพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่าอำนาจตุลาการที่ถูกใช้จะสวนทางกับการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วยเห็นว่าทั้งพรรคก้าวไกลและนายกเศรษฐาต่างมีที่มายึดโยงกับอำนาจที่ถูกเลือกโดยประชาชนทั้งสิ้น
ยิ่งเมื่อมองย้อนหลังกลับไปกว่า 2 ทศวรรษ คำตัดสินในข้อพิพาทคดีทางการเมืองในลักษณะคล้ายกันก็ยิ่งชวนให้สงสัย เหตุเพราะความเสียหายจากการตัดสินของฝ่ายตุลาการจำกัดอยู่เพียงกลุ่มทางการเมืองหน้าเดิมๆ โดยที่กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่มักอยู่ในฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้ง จนมีนักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตได้น่าสนใจว่า “เราสามารถคาดเดาคำพิพากษาของศาลในคดีทางการเมืองได้ เพียงแค่ดูว่าฝ่ายใดเป็นโจทก์และฝ่ายใดเป็นจำเลย”[2] ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญของยุคสมัยระหว่างนักวิชาการต่างจุดยืน โดยฝ่ายแรกวิพากษ์การใช้อำนาจแบบนี้ว่า คือลักษณะที่ฝ่ายตุลาการถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีคำตัดสินอันมีธงทางการเมืองเป็นตัวชี้นำ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับมีทรรศนะในทางสนับสนุนโดยมองว่า การกระทำดังกล่าวคือการที่ศาลใช้อำนาจตุลาการอย่างก้าวหน้าและคำพิพากษาถือเป็นการช่วยหาทางออกจากวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง[3] โดยที่สังคมยังคงคลุมเครือว่าตกลงว่าจะเชื่อฝ่ายไหน แต่แค่มีความรับรู้ร่วมกันว่าการที่ฝ่ายศาลเข้ามาตัดสินคดีทางการเมืองและมีผลออกมาในรูปแบบต่างๆนั้นถูกเรียกอย่างคุ้นหูว่า “ตุลาการภิวัฒน์”
จากความคลุมเครือในข้างต้น คำถามสำคัญคือ “ตกลงเราจะเชื่อแบบไหนดี”และจะเป็นการดีไหมหากเราจะลองข้ามไปดูกรณีศึกษาคล้ายๆกันในต่างประเทศ ซึ่งจะชี้ชวนผู้อ่านเข้าไปทำความเข้าใจในพลวัตความเปลี่ยนแปลงในบทบาททางการเมืองของฝ่ายตุลาการที่ค่อยๆขยายบทบาทเข้าสู่การตัดสินใจทางการเมืองและนำเสนอ “ตุลาการภิวัฒน์”ในอีกหนึ่งมุมมองในฐานะที่เป็นปรากฎการณ์สากล โดยเริ่มตั้งคำถามในเชิงวิพากษ์ผ่านหัวข้อดังต่อไปนี้
1) “ตกลงว่าการทำงานของฝ่ายศาลเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่”
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (separation of power) ได้แบ่งคณะทำงานต่างๆออกเป็น 3 ฝ่าย ประกอบด้วยฝ่ายบริหาร , ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ (พระเอกของเรา) แม้จะเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าทั้ง 3 ฝ่ายต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน (Check and Balance) แต่หากมองถึงความอันตรายในการใช้อำนาจ ความรับรู้ดั้งเดิมจะเข้าใจว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นฝ่ายการเมืองมีความอันตรายกว่าฝ่ายตุลาการ เพราะอย่าลืมว่าสองฝ่ายแรกมีอำนาจในการออกกฎหมายและนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงได้ (active) ทว่าฝ่ายตุลาการกลับมีอำนาจในแบบเชิงรับ (passive) เพราะการที่ศาลจะใช้อำนาจได้ต้องมีคดีความ “หากไม่มีคดีความ ศาลก็จะไม่มีงานทำ” ดังนั้นศาลจึงมิอาจไปรุกรานใครได้ ความรับรู้แบบดั้งเดิมเกี่ยวกับบทบาทของศาลจึงเป็นความเข้าใจแบบเรียบง่าย เราจึงคล้อยตามว่าคนที่ทำงานกฎหมายอย่างผู้พิพากษา อัยการ ต่างทำหน้าที่ไปตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยปราศจากอคติหรือมีการเมืองชี้นำ เมื่อย้อนถามกลับไปว่า “ตกลงศาลเป็นใคร ทำไมถึงสามารถหลีกหนีการเมืองได้ขนาดนั้น” คำตอบที่พื้นฐานที่สุดคือ ผู้พิพากษาก็คือคนธรรมดาเหมือนผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ เพียงแต่อาจถนัดในเรื่องของกฎหมายเลยสอบได้เป็นผู้พิพากษา เช่นเดียวกับนักฟุตบอลอาชีพที่อาจฝึกฝนในระดับเข้มข้นมาค่อนชีวิต พวกเขาจึงมีโอกาสได้เป็นนักฟุตบอล ทว่าในระยะหลังจึงมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับอาชีพตุลาการว่า เมื่อเราทุกคนคือมนุษย์ ตุลาการทั้งหลายก็มีโอกาสที่จะถูกชักจูงโดยผู้มีอำนาจและผลประโยชน์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นความขัดแย้งทางการเมือง “คนถือค้อน อาจต้องฟังคนถือปืนบ้างเป็นธรรมดา” ดังนั้นการมองว่าฝ่ายตุลาการตัดขาดจากการเมืองจึงเริ่มเป็นที่พูดถึงในทางเสียดสีเช่นว่า
“หากผู้พิพากษามีหน้าที่แค่เอากฎระเบียบที่ถูกจัดเตรียมไว้มาบังคับใช้ผ่านตรรกะนิติศาสตร์ที่รัดกุม พวกเราคงจะใช้โปรแกรม Chat GPT มาทำงานแทนผู้พิพากษาได้ในเร็ววัน”[4]
กลุ่มนักวิชาการเหล่านี้ถูกเรียกว่ากลุ่มสัจจนิยมอเมริกา (American Legal Realism) ซึ่งมีการตีพิมพ์ผลงานเพื่อโต้แย้งว่าพวกศาลต่างๆก็มีกิเลสดั่งคนทั่วไป โดยในคดีเดียวกันจึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้พิพากษา 2 คนก็อาจมีคำคัดสินที่ต่างกัน[5] ด้วยเหตุนี้ ความรับรู้ในวงวิชาการสากลจึงไม่ได้แปลกใจหากในบางคดีจะมีการสอบสวนว่าผู้พิพากษามีคำตัดสินโดยมีธงทางการเมืองเป็นตัวชี้นำ และต้องยอมรับเช่นกันว่ากฎหมายกับการเมืองย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างปฏิเสธไม่ได้ จนมีบางประเทศได้เริ่มใช้วิธีการให้ฝ่ายศาลทำหน้าที่ในการถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง (นิติบัญญัติ) ฝ่ายตุลาการจึงเข้าสู่แดนของการเมือง โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาที่เป็นบริบทของการเป็นรัฐรวม (federal state)
2) การเข้าสู่พรมแดนทางการเมืองของฝ่ายศาลระยะที่ 1 (judicial review)
ด้วยกระแสการปฏิวัติทั่วโลกทำให้ประเทศต่างๆหันมาสนใจในการจัดทำระเบียบโครงสร้างในทางปกครอง ทั้งแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) และหลักสิทธิพลเมือง (Civil right) เริ่มถูกให้ความสำคัญมากขึ้น การออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติมีความรัดกุมเพื่อป้องกันมิให้นโยบายต่างๆไปกระทบกับสิทธิของประชาชน ยิ่งเมื่ออเมริกาเป็นบริบทรัฐรวมทำให้มีโอกาสที่รัฐบาลท้องถิ่นอาจออกกฎหมายที่มีบทบัญญัติขัดแย้งกับรัฐบาลกลาง ฝ่ายศาลจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะองค์กรกลางในการตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเรียกว่า “Judicial review” หรือการตรวจสอบความชอบธรรมในทางรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งใดคือข้อพิพาททางการเมืองและสิ่งใดคืออำนาจที่ฝ่ายศาลจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เมื่อคุณกับภรรยามีเงินอยู่ 1,000 บาท คุณจะแบ่งกันอย่างไร ? นี่คือปัญหาทางการเมืองระหว่างคุณกับภรรยาที่จะต้องตกลงกันโดยไม่มีการละเมิดซึ่งกันและกัน หากเป็นไปโดยสุจริตก็จะไม่มีปัญหาเพราะอำนาจในการแบ่งเงินเป็นข้อตกลงระหว่างสามีและภรรยา หากเป็นกระบวนการ “Judicial review” ก็คือจะมีการให้ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปตรวจสอบและทบทวนหน่อยว่า การแบ่งเงินมีการละเมิดซึ่งกันและกันหรือไม่ เพราะในบางกรณีสามีอาจใช้กำลังข่มขู่เพื่อให้ได้เงินมากกว่าภรรยา ศาลจึงมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจเท่านั้น ลักษณะดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฝ่ายศาลเริ่มเข้ามามีบทบาทในพรมแดนการตัดสินคดีทางการเมือง
ทั้งนี้ หลักการ “Judicial review” นี้มีการนำเสนอว่าได้รับอิทธิพลจากกฎหมายจารีตประเพณีในอังกฤษ (Common law) ในคดี “Thomas Bonham V. College of Physician”[6] ในปี 1690 จากเรื่องราวของ “แพทยสภาแห่งลอนดอนได้ลงโทษปรับโธมัส บอนแฮม (Thomas Bonham) เพราะเขาเปิดสถานพยาบาลโดยขัดต่อข้อกำหนดของแพทยสภา โดยข้อสำคัญคือหากโธมัสผิดจริงค่าปรับครึ่งหนึ่งจะต้องตกเป็นของแพทยสภา โดยผู้พิพากษาในคดีนั้นเห็นว่าข้อกำหนดของแพทยสภามีบทบัญญัติที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายจารีตประเพณีที่บัญญัติว่า “บุคคลหรือองค์กรใดจะตัดสินข้อพิพาทที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียมิได้ เพราะผลจากคดีอาจทำให้แพทยสภาได้ประโยชน์จากค่าปรับ” เพราะหากไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าว ก็อาจมีกรณีที่องค์กรต่างๆพยายามใช้อำนาจให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของตนเอง หลักการ“Judicial review” จึงกลายเป็นรูปแบบสำคัญในการให้อำนาจตุลาการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายอื่นๆที่เรียกว่า “รูปแบบ A Model”[7]
3) การเข้าสู่พรมแดนทางการเมืองของฝ่ายศาลระยะที่ 2 (judicialization of politics/judicial activism)
“ในยุคแห่งการแบ่งแยกสีผิว หน่วยงานการรถไฟมีการจัดเส้นทางการเดินรถโดยมีการแยกเป็นโบกี้คนดำ และโบกี้คนขาว ห้ามปะปนกัน หมายความว่า คนขาวห้ามนั่งกับคนดำ คนดำห้ามนั่งกับคนขาว ต่อมามีการฟ้องร้องกันว่า ลักษณะดังกล่าวขัดกับหลักความเสมอภาค เป็นการเลือกปฏิบัติ แต่ศาลฎีกายืนยันว่าทำได้ ไม่มี ปัญหา ต่อมาอีก 60 ปี เกิดกรณีคล้ายกันเกิดขึ้น แต่เป็นการแยกระหว่างโรงเรียนคนผิวดำ โรงเรียน คนผิวขาว ในคดี Brown v. Board of Education โดยลินดา บราวน์ สมัครเข้าเรียนในโรงเรียนประถมข้างบ้าน แต่โรงเรียนไม่ให้เข้าเรียน เธอจึงฟ้องศาลเพื่อให้โรงเรียนยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิว ในคดีนี้ศาลได้ตีความใหม่จากคดี Plessy v. Ferguson โดยให้เหตุผลว่า เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปในปี 1868 เมื่อพิจารณาข้อต่อสู้ของลินดา บราวน์ แล้วเห็นว่าโอกาสทางการศึกษาที่จัดขึ้นโดยรัฐ ถือเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนต้องได้รับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ดังนั้นการแบ่งแยกสีผิวในโรงเรียนจึงขัดต่อหลักความเสมอภาคตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ”[9]
จากลักษณะดังกล่าวจะเห็นว่าเมื่อศาลมีการทบทวนคำพิพากษาในอดีตและยอมรับว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไปจึงมีการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมของพลเมือง การกระทำของฝ่ายศาลจึงถูกให้ความหมายว่าเป็น“ตุลาการภิวัฒน์เชิงบวก” เช่นเดียวกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรป เพียงแต่การใช้คำจะมีความแตกต่างกันโดยเรียกว่า “Judicialization of Politics” ซึ่งเป็นความหมายเชิงบวกเหมือนกัน แม้อเมริกากับยุโรปจะเรียกไม่เหมือนกันก็ตาม[10]
4) การเข้าสู่พรมแดนทางการเมืองของฝ่ายศาลระยะที่ 3 (Judicialization of New Democracies)
ในระยะนี้ถือว่าเป็นจุดที่อยู่ในสภาวะที่เริ่มคลุมเครือ ทั้งในด้านการให้ความหมาย และการบัญญัติคำศัพท์ที่ใช้เรียก โดยเมื่อศาลถูกไว้วางใจในทางการเมืองมากขึ้น ทั้งยังมีคำพิพากษาในทางก้าวหน้า ยิ่งทำให้ระบบการตรวจสอบโดยฝ่ายศาลทั้ง 2 รูปแบบเป็นที่นิยมทั่วโลกโดยเฉพาะรูปแบบ “ศาลรัฐธรรมนูญ” แต่เมื่อศาลขยันเข้าไปในพรมแดนการเมืองบ่อยครั้ง ก็เริ่มมีจุดที่ผิดพลาดจนกลายเป็นตุลาการภิวัฒน์แบบเชิงลบ เห็นได้ชัดจากรูปแบบศาลรัฐธรรมนูญที่แผ่ขยายไปในประเทศประชาธิปไตยโลกที่ 3 ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นประเทศประชาธิปไตยใหม่ (New Democracies) ที่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพอยู่เป็นประจำ เมื่อมีการยึดอำนาจสำเร็จนั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการปกครองสูงสุดของรัฐได้ถูกทำลายลง พร้อมกันนั้นคณะรัฐประหารจะมีการจัดทำกฎหมายขึ้นมาใหม่และนำคนจากคณะตนเองเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ จึงมิใช่เรื่องแปลกเลยหากจะมีข้อพิพาททางการเมืองเข้าสู่อำนาจศาล โดยที่คดีความส่งผลร้ายต่อฝ่ายคู่ตรงข้ามของผู้ครองอำนาจรัฐ เพราะระบบกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกทำให้กลายเป็นกลไกของคณะรัฐประหารไปเสียแล้ว เราจึงพบคำพิพากษาที่ชวนให้สงสัยว่า สิ่งที่ร่ำเรียนมากับสิ่งที่เกิดขึ้นอันไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งคำพิพากษายอมรับรัฐประหาร (ศาลก็กลัวปืน) ยุบพรรคการเมือง (การสกัดคู่แข่ง) ตัดสิทธิ์นักการเมือง (ตัดแขนขาคู่แข่ง) และล้มการเลือกตั้ง (เมื่อแพ้การเลือกตั้ง)[11]
มิหน้ำซ้ำคำอธิบายในทางทฤษฎีจากงานวิชาการกระแสหลักในบางประเทศ กลับนำเสนอแบบเหมารวมว่าการกระทำของฝ่ายศาลในคดีทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในทางสากล และผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบถูกลดทอนความสำคัญ รวมถึงนำเสนอว่าเป็นความก้าวหน้าของนิติวิธี ทว่าในประเทศที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายจากฝ่ายศาล แนวคิด “ตุลาการภิวัฒน์”ที่เกิดขึ้นกลับถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ เช่นการบอกว่าตุลาการภิวัฒน์อาจเป็นการทำให้ศาลเป็นเรื่องการเมือง (Politicization of judiciary)[12]และในงานสำคัญของ Ran Hirschl[13] ที่เสนอว่า ตุลาการภิวัฒน์เชิงลบแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ หนึ่งคือการสร้างวาทกรรมทางกฎหมาย (Jargon) เพื่อให้สามารถใช้ภาษาเฉพาะทางกฎหมายเข้าไปตีความในข้อถกเถียงเชิงนโยบายได้ สองคือการแผ่ขยายอำนาจของผู้พิพากษา เพื่อไปมีส่วนในการตัดสินข้อพิพาทในฝ่ายการเมือง และสามคือการทำให้ประเด็นทางการเมืองในนโยบายขนาดใหญ่อยู่ในอำนาจศาลที่เรียกว่า “Mega Politics” เป็นต้น
บทสรุป
แม้การหวนกลับไปทำความเข้าใจถึงพลวัตความเปลี่ยนแปลงบทบาททางการเมืองของฝ่ายตุลาการในบริบทต่างประเทศ จะเป็นเพียงแค่หนึ่งในแว่นการมอง (approach) ตุลาการภิวัฒน์ในฐานะที่เป็นปรากฎการณ์สากล โดยไม่ปฏิเสธว่าตุลาการภิวัฒน์คือการที่ฝ่ายศาลเข้าไปมีบทบาทในการตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองก็จริง แต่ผลจากคำพิพากษาต้องให้ความสำคัญด้วยว่ากรณีใดเป็นไปในเชิงบวกหรือเชิงลบ หรือแม้แต่ความแตกต่างด้านบริบทการเมืองการปกครองในแต่ละรัฐ การทำความเข้าใจกรณีศึกษาในรัฐไทยล้วนต้องการบทวิเคราะห์ในทางเปรียบเทียบเช่นกัน ด้วยหวังว่าผู้เขียนจะมีโอกาสนำเสนอในครั้งต่อไป ย้อนกลับมาในคำถามต้นเรื่องที่ว่า “การยุบพรรคและตัดสิทธิ์นักการเมืองในประเทศไทยที่เพิ่งเกิดขึ้น” มีลักษณะบวกหรือลบและเราจะเชื่อฝ่ายไหนดี คำตอบคงไม่สำคัญเพราะหากมองว่า “ตุลาการภิวัฒน์”ยังคงอยู่ในสังเวียนการช่วงชิงนิยามความหมายของนักวิชาการ บทความนี้ก็คงหนีไม่พ้นการตกอยู่ในสำนักคิดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากจะเป็นการดีที่ผู้อ่านจะเป็นคนเลือกคำตอบเอง
เชิงอรรถ
[1] Hamilton, A. (1788). Federalist No. 78. In A. Hamilton, J. Madison, & J. Jay, The Federalist Papers (pp. 399-405). New York: J. and A. McLean.
[2] ดูเพิ่มในสมชาย ปรีชาศิลปกุล. (2562). เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน. สำนักพิมพ์บุ๊ค สเคป
[3] จาตุรงค์ สุทาวัน.(2566). เมื่อรัฐพึ่งศาล ตุลาการจึงแปรเปลี่ยน: การจัดวางแนวคิด “ตุลาการภิวัฒน์แบบไทย”ผ่านบทสะท้อนทางการเมืองจากภาพยนตร์ The trial of the Chicago 7. CMU Journal of Law and Social Sciences ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 หน้า 103 - 129
[4] เป็นคำกล่าวที่ล้อมาจากงานของ Martin Shapiro โดยผู้เขียนเปลี่ยนจากของเดิมที่ใช้คำว่า “คอมพิวเตอร์ IBM” เปลี่ยนเป็นคำว่า “Chat GPT” เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย
[5] Zamboni, M. (2013). “Markers” vs. “makers:” Are constitutional courts legal or political actors?. In University of Groningen. Retrieved from http://irs.ub.rug.nl/ppn/371308038
[6] ปิยบุตร แสงกนกกุล. (2560). กฎหมายรัฐธรรมนูญ : การก่อตั้งรัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ. ปทุมธานี : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
[7] A Model ย่อมาจาก American Model ดูเพิ่มจากงานของปิยบุตร แสงกนกกุล. (2560). กฎหมายรัฐธรรมนูญ : การก่อตั้งรัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ. ปทุมธานี : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
[8] ย่อมาจาก European โดยรูปแบบนี้พยายามประยุกต์จากข้อจำกัดของ A Model ซึ่งเป็นข้อเสนอของนักกฎหมายชาวเยอรมันชื่อว่า ฮันท์ เคลเซน (Hans Kelsen)
[9] วรเจตน์ ภาคีรัตน์. (2555) จุดไฟในสายลม: รัฐธรรมนูญ รัฐประหาร นายกฯพระราชทาน และตุลา การภิวัตน์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเพ่น.
[10] จรัญ โฆษณานันท์. (2563). นิติปรัชญา: หลักนิติธรรม สภาวะยกเว้น และปฐมบทแห่งคำพิพากษา แนวรัฐประหารนิยม-ตุลาการภิวัฒน์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
[11] Ginsburg, T & Moustafa, T. (2008). Introduction: The Politics of Courts in Authoritarian
Regimes. New York : Cambridge University Press.
[12] ดูเพิ่มใน ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร ในบทความ Cracking Politics: 7 Terms Shaping Democracy
ถอดรหัสการเมือง: 7 คำชี้ชะตาประชาธิปไตย เข้าถึงได้จาก https://crackersbooks.com/blogs-cracking-politics
[13] Hirschl, R. (2008). The judicialization of mega-politics and the rise of political courts. Annual Review of Political Science, 11, 93-118.
พื้นที่ประชาสัมพันธ์
ขอเชิญรับฟัง Podcast จากสำนักพิมพ์ Crackers Books
และรับฟังทุกรายการได้ที่ crackersbooks.com/podcasts
ติดต่อโฆษณา โทร 0953394114


พร้อมจัดส่งแล้ววันนี้ !
พร้อมจัดส่งแล้ววันนี้ !


