Published by Crackers Books,

13 October 2024

https://crackersbooks.com/blogs

มองตุลาการภิวัฒน์ในฐานะปรากฎการณ์สากล (ตอนที่ 1)


จาตุรงค์ สุทาวัน

อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี



บทนำ


ภาษิตอเมริกันบางบทเคยอ้างถึงความสำคัญของอำนาจตุลาการในเชิงว่า “There is no liberty if the judiciary is not independent.[1] “คือถ้าตุลาการ​ยังไม่เป็นอิสระ ก็อย่าไปหวังถึงเสรีภาพมันเลย” ความคิดทำนองนี้ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลายในห้วงแห่งการปฏิวัติอเมริกา (American Revolution) ​ซึ่งบอกว่าการที่อำนาจตุลาการ (ฝ่ายกฎหมาย) ต้องมีความอิสระ ก็เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหารและ​ฝ่ายนิติบัญญัติ (ฝ่ายการเมือง) ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ในลักษณะนี้ยังคงเป็นมาตรฐานแห่งความดีงามสืบเนื่องของแวดวงกฎหมายที่ใช้เป็นแบบอย่างจนถึง​ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ในคำโปรยของคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ สำนักงานทนายความ รวมถึงหน่วยงานที่ใช้คำว่ายุติธรรมเป็นอุดมคติขององค์กร ​หากเมื่อนำมาขบคิดถึงการใช้อำนาจตุลาการที่เป็นประเด็นร้อนในปัจจุบัน ทั้งจากคำพิพากษายุบพรรคอนาคตใหม่ลามไปถึงพรรคก้าวไกล ตลอดจนการ​วินิจฉัยให้นายกเศรษฐา ทวีสินพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่าอำนาจตุลาการที่ถูกใช้จะสวนทางกับการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วย​เห็นว่าทั้งพรรคก้าวไกลและนายกเศรษฐาต่างมีที่มายึดโยงกับอำนาจที่ถูกเลือกโดยประชาชนทั้งสิ้น


ยิ่งเมื่อมองย้อนหลังกลับไปกว่า 2 ทศวรรษ คำตัดสินในข้อพิพาทคดีทางการเมืองในลักษณะคล้ายกันก็ยิ่งชวนให้สงสัย เหตุเพราะความเสียหายจากการ​ตัดสินของฝ่ายตุลาการจำกัดอยู่เพียงกลุ่มทางการเมืองหน้าเดิมๆ โดยที่กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่มักอยู่ในฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้ง จนมีนักวิชาการบางท่านตั้งข้อ​สังเกตได้น่าสนใจว่า “เราสามารถคาดเดาคำพิพากษาของศาลในคดีทางการเมืองได้ เพียงแค่ดูว่าฝ่ายใดเป็นโจทก์และฝ่ายใดเป็นจำเลย”[2] ประเด็นเหล่า​นี้กลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญของยุคสมัยระหว่างนักวิชาการต่างจุดยืน โดยฝ่ายแรกวิพากษ์การใช้อำนาจแบบนี้ว่า คือลักษณะที่ฝ่ายตุลาการถูกตั้งข้อสงสัย​ว่ามีคำตัดสินอันมีธงทางการเมืองเป็นตัวชี้นำ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับมีทรรศนะในทางสนับสนุนโดยมองว่า การกระทำดังกล่าวคือการที่ศาลใช้อำนาจ​ตุลาการอย่างก้าวหน้าและคำพิพากษาถือเป็นการช่วยหาทางออกจากวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง[3] โดยที่สังคมยังคงคลุมเครือว่าตกลงว่าจะเชื่อฝ่าย​ไหน แต่แค่มีความรับรู้ร่วมกันว่าการที่ฝ่ายศาลเข้ามาตัดสินคดีทางการเมืองและมีผลออกมาในรูปแบบต่างๆนั้นถูกเรียกอย่างคุ้นหูว่า “ตุลาการภิวัฒน์”


จากความคลุมเครือในข้างต้น คำถามสำคัญคือ “ตกลงเราจะเชื่อแบบไหนดี”และจะเป็นการดีไหมหากเราจะลองข้ามไปดูกรณีศึกษาคล้ายๆกันในต่าง​ประเทศ ซึ่งจะชี้ชวนผู้อ่านเข้าไปทำความเข้าใจในพลวัตความเปลี่ยนแปลงในบทบาททางการเมืองของฝ่ายตุลาการที่ค่อยๆขยายบทบาทเข้าสู่การตัดสินใจ​ทางการเมืองและนำเสนอ “ตุลาการภิวัฒน์”ในอีกหนึ่งมุมมองในฐานะที่เป็นปรากฎการณ์สากล โดยเริ่มตั้งคำถามในเชิงวิพากษ์ผ่านหัวข้อดังต่อไปนี้


1) “ตกลงว่าการทำงานของฝ่ายศาลเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่”


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (separation of power) ได้แบ่งคณะทำงานต่างๆออกเป็น 3 ฝ่าย ประกอบด้วยฝ่ายบริหาร ​, ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ (พระเอกของเรา) แม้จะเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าทั้ง 3 ฝ่ายต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน (Check and Balance) แต่หาก​มองถึงความอันตรายในการใช้อำนาจ ความรับรู้ดั้งเดิมจะเข้าใจว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นฝ่ายการเมืองมีความอันตรายกว่าฝ่ายตุลาการ ​เพราะอย่าลืมว่าสองฝ่ายแรกมีอำนาจในการออกกฎหมายและนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงได้ (active) ทว่าฝ่ายตุลาการกลับมี​อำนาจในแบบเชิงรับ (passive) เพราะการที่ศาลจะใช้อำนาจได้ต้องมีคดีความ “หากไม่มีคดีความ ศาลก็จะไม่มีงานทำ” ดังนั้นศาลจึงมิอาจไปรุกรานใครได้ ​ความรับรู้แบบดั้งเดิมเกี่ยวกับบทบาทของศาลจึงเป็นความเข้าใจแบบเรียบง่าย เราจึงคล้อยตามว่าคนที่ทำงานกฎหมายอย่างผู้พิพากษา อัยการ ต่างทำ​หน้าที่ไปตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยปราศจากอคติหรือมีการเมืองชี้นำ เมื่อย้อนถามกลับไปว่า “ตกลงศาลเป็นใคร ทำไมถึงสามารถหลีกหนีการเมือง​ได้ขนาดนั้น” คำตอบที่พื้นฐานที่สุดคือ ผู้พิพากษาก็คือคนธรรมดาเหมือนผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ เพียงแต่อาจถนัดในเรื่องของกฎหมายเลยสอบได้เป็นผู้​พิพากษา เช่นเดียวกับนักฟุตบอลอาชีพที่อาจฝึกฝนในระดับเข้มข้นมาค่อนชีวิต พวกเขาจึงมีโอกาสได้เป็นนักฟุตบอล ทว่าในระยะหลังจึงมีนักวิชาการกลุ่ม​หนึ่งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับอาชีพตุลาการว่า เมื่อเราทุกคนคือมนุษย์ ตุลาการทั้งหลายก็มีโอกาสที่จะถูกชักจูงโดยผู้มีอำนาจและผลประโยชน์ได้เช่นกัน โดย​เฉพาะเมื่อเป็นความขัดแย้งทางการเมือง “คนถือค้อน อาจต้องฟังคนถือปืนบ้างเป็นธรรมดา” ดังนั้นการมองว่าฝ่ายตุลาการตัดขาดจากการเมืองจึงเริ่มเป็น​ที่พูดถึงในทางเสียดสีเช่นว่า


“หากผู้พิพากษามีหน้าที่แค่เอากฎระเบียบที่ถูกจัดเตรียมไว้มาบังคับใช้ผ่านตรรกะนิติศาสตร์ที่รัดกุม พวกเราคงจะใช้โปรแกรม Chat GPT มาทำงานแทนผู้​พิพากษาได้ในเร็ววัน”[4]


กลุ่มนักวิชาการเหล่านี้ถูกเรียกว่ากลุ่มสัจจนิยมอเมริกา (American Legal Realism) ซึ่งมีการตีพิมพ์ผลงานเพื่อโต้แย้งว่าพวกศาลต่างๆก็มีกิเลสดั่งคน​ทั่วไป โดยในคดีเดียวกันจึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้พิพากษา 2 คนก็อาจมีคำคัดสินที่ต่างกัน[5] ด้วยเหตุนี้ ความรับรู้ในวงวิชาการสากลจึงไม่ได้แปลกใจหาก​ในบางคดีจะมีการสอบสวนว่าผู้พิพากษามีคำตัดสินโดยมีธงทางการเมืองเป็นตัวชี้นำ และต้องยอมรับเช่นกันว่ากฎหมายกับการเมืองย่อมมีความสัมพันธ์กัน​อย่างปฏิเสธไม่ได้ จนมีบางประเทศได้เริ่มใช้วิธีการให้ฝ่ายศาลทำหน้าที่ในการถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง (นิติบัญญัติ) ฝ่ายตุลาการ​จึงเข้าสู่แดนของการเมือง โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาที่เป็นบริบทของการเป็นรัฐรวม (federal state)


2) การเข้าสู่พรมแดนทางการเมืองของฝ่ายศาลระยะที่ 1 (judicial review)


ด้วยกระแสการปฏิวัติทั่วโลกทำให้ประเทศต่างๆหันมาสนใจในการจัดทำระเบียบโครงสร้างในทางปกครอง ทั้งแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม ​(Constitutionalism) และหลักสิทธิพลเมือง (Civil right) เริ่มถูกให้ความสำคัญมากขึ้น การออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติมีความรัดกุมเพื่อป้องกันมิให้​นโยบายต่างๆไปกระทบกับสิทธิของประชาชน ยิ่งเมื่ออเมริกาเป็นบริบทรัฐรวมทำให้มีโอกาสที่รัฐบาลท้องถิ่นอาจออกกฎหมายที่มีบทบัญญัติขัดแย้งกับ​รัฐบาลกลาง ฝ่ายศาลจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะองค์กรกลางในการตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเรียกว่า “Judicial review” หรือการตรวจสอบความ​ชอบธรรมในทางรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งใดคือข้อพิพาททางการเมืองและสิ่งใดคืออำนาจที่ฝ่ายศาลจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เมื่อ​คุณกับภรรยามีเงินอยู่ 1,000 บาท คุณจะแบ่งกันอย่างไร ? นี่คือปัญหาทางการเมืองระหว่างคุณกับภรรยาที่จะต้องตกลงกันโดยไม่มีการละเมิดซึ่งกันและ​กัน หากเป็นไปโดยสุจริตก็จะไม่มีปัญหาเพราะอำนาจในการแบ่งเงินเป็นข้อตกลงระหว่างสามีและภรรยา หากเป็นกระบวนการ “Judicial review” ก็คือจะ​มีการให้ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปตรวจสอบและทบทวนหน่อยว่า การแบ่งเงินมีการละเมิดซึ่งกันและกันหรือไม่ เพราะในบางกรณีสามีอาจใช้กำลังข่มขู่เพื่อให้ได้เงิน​มากกว่าภรรยา ศาลจึงมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจเท่านั้น ลักษณะดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฝ่ายศาลเริ่มเข้ามามีบทบาทในพรมแดนการ​ตัดสินคดีทางการเมือง


ทั้งนี้ หลักการ “Judicial review” นี้มีการนำเสนอว่าได้รับอิทธิพลจากกฎหมายจารีตประเพณีในอังกฤษ (Common law) ในคดี “Thomas Bonham V. ​College of Physician”[6] ในปี 1690 จากเรื่องราวของ “แพทยสภาแห่งลอนดอนได้ลงโทษปรับโธมัส บอนแฮม (Thomas Bonham) เพราะเขาเปิดสถาน​พยาบาลโดยขัดต่อข้อกำหนดของแพทยสภา โดยข้อสำคัญคือหากโธมัสผิดจริงค่าปรับครึ่งหนึ่งจะต้องตกเป็นของแพทยสภา โดยผู้พิพากษาในคดีนั้นเห็นว่า​ข้อกำหนดของแพทยสภามีบทบัญญัติที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายจารีตประเพณีที่บัญญัติว่า “บุคคลหรือองค์กรใดจะตัดสินข้อพิพาทที่​ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียมิได้ เพราะผลจากคดีอาจทำให้แพทยสภาได้ประโยชน์จากค่าปรับ” เพราะหากไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าว ก็อาจมี​กรณีที่องค์กรต่างๆพยายามใช้อำนาจให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของตนเอง หลักการ“Judicial review” จึงกลายเป็นรูปแบบสำคัญในการให้อำนาจตุลาการ​ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายอื่นๆที่เรียกว่า “รูปแบบ A Model”[7]


3) การเข้าสู่พรมแดนทางการเมืองของฝ่ายศาลระยะที่ 2 (judicialization of politics/judicial activism)


หลังจากบทบาทในข้างต้น ฝ่ายศาลเริ่มเป็นที่ไว้วางใจในฐานะองค์กรตรวจสอบ ระบบการปกครองทั่วโลกจึงพยายามนำวิธีการดังกล่าวไปใช้ แต่ด้วยความ​แตกต่างเชิงพื้นที่หรือแม้แต่ข้อจำกัดบางประการ ประเทศอื่นๆจึงมีการประยุกต์รูปแบบ A Model เป็น E Model[8] โดยตั้งศาลการเมืองขึ้นมาคอยดูแลคดี​การเมืองโดยเฉพาะที่เรียกกันว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” โดยความนิยมของศาลจากสองรูปแบบนี้มิได้หยุดอยู่เพียงองค์กรตรวจสอบเท่านั้น แต่ในบางคดี​นอกจากเข้าไปตรวจสอบแล้ว ยังมีคำพิพากษาในทางก้าวหน้า กล่าวคือ คำพิพากษาที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ในทางกฎหมายอันแสดงออกถึงการจำกัด​อำนาจรัฐและขยายสิทธิพลเมืองและในสหรัฐเรียกกระบวนการนี้ว่า “Judicial activism” หรืออันเป็นความหมายในเชิงบวกว่า “ตุลาการภิวัฒน์”นั่นเอง ดัง​ตัวอย่างในคดีต่อไปนี้


“ในยุคแห่งการแบ่งแยกสีผิว หน่วยงานการรถไฟมีการจัดเส้นทางการเดินรถโดยมีการแยกเป็นโบกี้คนดำ และโบกี้คนขาว ห้ามปะปนกัน หมายความ​ว่า คนขาวห้ามนั่งกับคนดำ คนดำห้ามนั่งกับคนขาว ต่อมามีการฟ้องร้องกันว่า ลักษณะดังกล่าวขัดกับหลักความเสมอภาค เป็นการเลือกปฏิบัติ แต่ศาลฎีกา​ยืนยันว่าทำได้ ไม่มี ปัญหา ต่อมาอีก 60 ปี เกิดกรณีคล้ายกันเกิดขึ้น แต่เป็นการแยกระหว่างโรงเรียนคนผิวดำ โรงเรียน คนผิวขาว ในคดี Brown v. Board ​of Education โดยลินดา บราวน์ สมัครเข้าเรียนในโรงเรียนประถมข้างบ้าน แต่โรงเรียนไม่ให้เข้าเรียน เธอจึงฟ้องศาลเพื่อให้โรงเรียนยกเลิกนโยบายแบ่ง​แยกสีผิว ในคดีนี้ศาลได้ตีความใหม่จากคดี Plessy v. Ferguson โดยให้เหตุผลว่า เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปในปี 1868 เมื่อพิจารณาข้อต่อสู้ของลินดา ​บราวน์ แล้วเห็นว่าโอกาสทางการศึกษาที่จัดขึ้นโดยรัฐ ถือเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนต้องได้รับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ดังนั้นการแบ่งแยกสีผิวในโรงเรียนจึง​ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ”[9]


จากลักษณะดังกล่าวจะเห็นว่าเมื่อศาลมีการทบทวนคำพิพากษาในอดีตและยอมรับว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไปจึงมีการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายแบบใหม่ที่​ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมของพลเมือง การกระทำของฝ่ายศาลจึงถูกให้ความหมายว่าเป็น“ตุลาการภิวัฒน์เชิงบวก” เช่นเดียวกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน​ยุโรป เพียงแต่การใช้คำจะมีความแตกต่างกันโดยเรียกว่า “Judicialization of Politics” ซึ่งเป็นความหมายเชิงบวกเหมือนกัน แม้อเมริกากับยุโรปจะเรียก​ไม่เหมือนกันก็ตาม[10]


4) การเข้าสู่พรมแดนทางการเมืองของฝ่ายศาลระยะที่ 3 (Judicialization of New Democracies)


ในระยะนี้ถือว่าเป็นจุดที่อยู่ในสภาวะที่เริ่มคลุมเครือ ทั้งในด้านการให้ความหมาย และการบัญญัติคำศัพท์ที่ใช้เรียก โดยเมื่อศาลถูกไว้วางใจในทางการเมือง​มากขึ้น ทั้งยังมีคำพิพากษาในทางก้าวหน้า ยิ่งทำให้ระบบการตรวจสอบโดยฝ่ายศาลทั้ง 2 รูปแบบเป็นที่นิยมทั่วโลกโดยเฉพาะรูปแบบ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ​แต่เมื่อศาลขยันเข้าไปในพรมแดนการเมืองบ่อยครั้ง ก็เริ่มมีจุดที่ผิดพลาดจนกลายเป็นตุลาการภิวัฒน์แบบเชิงลบ เห็นได้ชัดจากรูปแบบศาลรัฐธรรมนูญที่​แผ่ขยายไปในประเทศประชาธิปไตยโลกที่ 3 ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นประเทศประชาธิปไตยใหม่ (New Democracies) ที่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพอยู่​เป็นประจำ เมื่อมีการยึดอำนาจสำเร็จนั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการปกครองสูงสุดของรัฐได้ถูกทำลายลง พร้อมกันนั้นคณะรัฐประหารจะมี​การจัดทำกฎหมายขึ้นมาใหม่และนำคนจากคณะตนเองเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ จึงมิใช่เรื่องแปลกเลยหากจะมีข้อพิพาททางการเมืองเข้าสู่อำนาจศาล โดยที่คดี​ความส่งผลร้ายต่อฝ่ายคู่ตรงข้ามของผู้ครองอำนาจรัฐ เพราะระบบกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกทำให้กลายเป็นกลไกของคณะรัฐประหารไปเสียแล้ว เรา​จึงพบคำพิพากษาที่ชวนให้สงสัยว่า สิ่งที่ร่ำเรียนมากับสิ่งที่เกิดขึ้นอันไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งคำพิพากษายอมรับรัฐประหาร (ศาลก็กลัวปืน) ยุบ​พรรคการเมือง (การสกัดคู่แข่ง) ตัดสิทธิ์นักการเมือง (ตัดแขนขาคู่แข่ง) และล้มการเลือกตั้ง (เมื่อแพ้การเลือกตั้ง)[11]


มิหน้ำซ้ำคำอธิบายในทางทฤษฎีจากงานวิชาการกระแสหลักในบางประเทศ กลับนำเสนอแบบเหมารวมว่าการกระทำของฝ่ายศาลในคดีทางการเมืองเป็น​เรื่องปกติในทางสากล และผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบถูกลดทอนความสำคัญ รวมถึงนำเสนอว่าเป็นความก้าวหน้าของนิติวิธี ทว่าในประเทศที่ผ่าน​ประสบการณ์อันเลวร้ายจากฝ่ายศาล แนวคิด “ตุลาการภิวัฒน์”ที่เกิดขึ้นกลับถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ เช่นการบอกว่าตุลาการภิวัฒน์อาจเป็นการทำให้​ศาลเป็นเรื่องการเมือง (Politicization of judiciary)[12]และในงานสำคัญของ Ran Hirschl[13] ที่เสนอว่า ตุลาการภิวัฒน์เชิงลบแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหนึ่งคือการสร้างวาทกรรมทางกฎหมาย (Jargon) เพื่อให้สามารถใช้ภาษาเฉพาะทางกฎหมายเข้าไปตีความในข้อถกเถียงเชิงนโยบายได้ สองคือการแผ่ขยายอำนาจของผู้พิพากษา เพื่อไปมีส่วนในการตัดสินข้อพิพาทในฝ่ายการเมือง และสามคือการทำให้ประเด็นทางการเมืองในนโยบาย​ขนาดใหญ่อยู่ในอำนาจศาลที่เรียกว่า “Mega Politics” เป็นต้น


บทสรุป


แม้การหวนกลับไปทำความเข้าใจถึงพลวัตความเปลี่ยนแปลงบทบาททางการเมืองของฝ่ายตุลาการในบริบทต่างประเทศ จะเป็นเพียงแค่หนึ่งในแว่นการ​มอง (approach) ตุลาการภิวัฒน์ในฐานะที่เป็นปรากฎการณ์สากล โดยไม่ปฏิเสธว่าตุลาการภิวัฒน์คือการที่ฝ่ายศาลเข้าไปมีบทบาทในการตัดสินใจใน​ประเด็นทางการเมืองก็จริง แต่ผลจากคำพิพากษาต้องให้ความสำคัญด้วยว่ากรณีใดเป็นไปในเชิงบวกหรือเชิงลบ หรือแม้แต่ความแตกต่างด้านบริบท​การเมืองการปกครองในแต่ละรัฐ การทำความเข้าใจกรณีศึกษาในรัฐไทยล้วนต้องการบทวิเคราะห์ในทางเปรียบเทียบเช่นกัน ด้วยหวังว่าผู้เขียนจะมีโอกาส​นำเสนอในครั้งต่อไป ย้อนกลับมาในคำถามต้นเรื่องที่ว่า “การยุบพรรคและตัดสิทธิ์นักการเมืองในประเทศไทยที่เพิ่งเกิดขึ้น” มีลักษณะบวกหรือลบและเรา​จะเชื่อฝ่ายไหนดี คำตอบคงไม่สำคัญเพราะหากมองว่า “ตุลาการภิวัฒน์”ยังคงอยู่ในสังเวียนการช่วงชิงนิยามความหมายของนักวิชาการ บทความนี้ก็คงหนี​ไม่พ้นการตกอยู่ในสำนักคิดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากจะเป็นการดีที่ผู้อ่านจะเป็นคนเลือกคำตอบเอง

เชิงอรรถ


[1] Hamilton, A. (1788). Federalist No. 78. In A. Hamilton, J. Madison, & J. Jay, The Federalist Papers (pp. 399-405). New York: J. and A. ​McLean.

[2] ดูเพิ่มในสมชาย ปรีชาศิลปกุล. (2562). เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน. สำนักพิมพ์บุ๊ค สเคป

[3] จาตุรงค์ สุทาวัน.(2566). เมื่อรัฐพึ่งศาล ตุลาการจึงแปรเปลี่ยน: การจัดวางแนวคิด “ตุลาการภิวัฒน์แบบไทย”ผ่านบทสะท้อนทางการเมืองจาก​ภาพยนตร์ The trial of the Chicago 7. CMU Journal of Law and Social Sciences ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 หน้า 103 - 129

[4] เป็นคำกล่าวที่ล้อมาจากงานของ Martin Shapiro โดยผู้เขียนเปลี่ยนจากของเดิมที่ใช้คำว่า “คอมพิวเตอร์ IBM” เปลี่ยนเป็นคำว่า “Chat GPT” เพื่อให้​เหมาะสมกับยุคสมัย

[5] Zamboni, M. (2013). “Markers” vs. “makers:” Are constitutional courts legal or political actors?. In University of Groningen. Retrieved ​from http://irs.ub.rug.nl/ppn/371308038

[6] ปิยบุตร แสงกนกกุล. (2560). กฎหมายรัฐธรรมนูญ : การก่อตั้งรัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ. ปทุมธานี : โครงการตำราและเอกสารประกอบ​การสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

[7] A Model ย่อมาจาก American Model ดูเพิ่มจากงานของปิยบุตร แสงกนกกุล. (2560). กฎหมายรัฐธรรมนูญ : การก่อตั้งรัฐธรรมนูญและการแก้ไข​รัฐธรรมนูญ. ปทุมธานี : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

[8] ย่อมาจาก European โดยรูปแบบนี้พยายามประยุกต์จากข้อจำกัดของ A Model ซึ่งเป็นข้อเสนอของนักกฎหมายชาวเยอรมันชื่อว่า ฮันท์ เคลเซน (Hans ​Kelsen)

[9] วรเจตน์ ภาคีรัตน์. (2555) จุดไฟในสายลม: รัฐธรรมนูญ รัฐประหาร นายกฯพระราชทาน และตุลา การภิวัตน์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเพ่น.

[10] จรัญ โฆษณานันท์. (2563). นิติปรัชญา: หลักนิติธรรม สภาวะยกเว้น และปฐมบทแห่งคำพิพากษา แนวรัฐประหารนิยม-ตุลาการภิวัฒน์. กรุงเทพฯ : ​สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

[11] Ginsburg, T & Moustafa, T. (2008). Introduction: The Politics of Courts in Authoritarian

Regimes. New York : Cambridge University Press.

[12] ดูเพิ่มใน ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร ในบทความ Cracking Politics: 7 Terms Shaping Democracy

ถอดรหัสการเมือง: 7 คำชี้ชะตาประชาธิปไตย เข้าถึงได้จาก https://crackersbooks.com/blogs-cracking-politics

[13] Hirschl, R. (2008). The judicialization of mega-politics and the rise of political courts. Annual Review of Political Science, 11, 93-118.













Premium isolated images

พื้นที่ประชาสัมพันธ์

ขอเชิญรับฟัง Podcast จากสำนักพิมพ์ Crackers Books

และรับฟังทุกรายการได้ที่ crackersbooks.com/podcasts

Flat Youtube Icon

ติดต่อโฆษณา โทร 0953394114

Inbox now rectangle button call to action CTA drop shadow
Sleek Clean Monoline Decorative Click

พร้อมจัดส่งแล้ววันนี้ !

พร้อมจัดส่งแล้ววันนี้ !

Emoji 3d